ผีมาแล้ว

posted on 04 Dec 2006 15:26 by bowjang2

ผี.......ลุง

เมื่อก่อนฉันต้องแอบคุยโทรศัพท์ตอนกลางคืนบ่อยๆ

เพราะที่บ้านห้าม

ตอนนั้นลุงฉันเสียได้ประมาณร่วมเดือนแล้ว

ฉันออกมานอกห้องเพื่อคุยโทรศัพท์หาเพื่อน

คุยเรื่องงานนะ

แต่ตอนนั้นมันเป็นช่วงเที่ยงคืนพอดิบพอดี

จากตรงที่ฉันนั่ง

ห่างออกไปข้างหน้าฉันไม่เกิน 2 เมตร

มันใกล้มาก...ใกล้กับเก้าอี้นอนที่ลุงชอบนั่งดูทีวี

ก่อนนอนพี่สาวฉันเอาไฟฉายมาใส่ในมือฉัน

เพื่อที่ว่าจะได้มองเห็นตอนเดินกลับห้อง

แต่สิ่งที่ฉันเห็นในเงามืดเบื้องหน้า

คือเงาคนนอนอยู่บนเก้าอี้นอนตัวนั้น

ฉันค่อยๆฉายไฟดู

ว่ามีของวางอยู่บนเก้าอี้นอนหรือไม่

แต่ปรากฏว่ามันไม่มี

งั้นเงาคนที่ฉันเห็นคืออะไรล่ะ

ฉันคุยโทรศัพท์กับเพื่อนสักพัก

เริ่มท่าจะไม่ดีแล้ว

ฉันถึงค่อยๆวางสายอย่างเงียบที่สุด

ฉันกลัวเงานั่นจะหันมามองที่ฉัน

ฉันส่องไฟฉายอีกครั้ง

เพื่อให้แน่ใจ

ว่าไม่มีอะไรจริงๆ

ฉันเปิด ปิด ไฟ เปิด ปิด ไฟ

สามรอบเห็นจะได้

ขนหัวลุกเป็นยังไง

ฉันรู้ซึ้งดีทีเดียว

มันวาบร้อนวูบตั้งแต่หัวจรดเท้า

นี่ถ้าฉันกล้าจะส่องกระจกล่ะก็นะ

ฉันคงได้รู้จริงๆล่ะว่า ผมมันจะตั้งขึ้นมาเหมือน

กับในละครหรือเปล่า

ฉันวิ่งไม่คิดชีวิต

เข้าห้องนอนไปหาพี่สาว

ปลุกให้พี่สาวตื่นแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

สรุปวันนั้น

ทั้งฉัน พี่สาว และป้าที่นอนห้องเดียวกัน

ไม่เป็นอันนอนกันเลยสักคนเดียว

ตาโพลงยันสว่าง

ก็แปลกดีนะ

เพราะตั้งแต่วันนั้น

จนถึงวันนี้

ก็ปาเข้าไปร่วม 3 ปีแล้วได้มั้ง

ฉันก็ไม่เคยเจอลุงมานอนอยู่ที่เก้าอี้นอนอีกเลย

กลัวจิ้งจก

posted on 04 Dec 2006 13:09 by bowjang2

กลัว

จะว่าไปแล้ว

เราเคยดูหนังผีที่เป็นโครงกระดูกตอนเด็กๆ

ในความคิดตอนนั้น

เราคิดว่าโครงกระดูกนั่นเป็นผีจิ้งจก

มันฝังใจอะนะ

เลยทำให้เรารู้สึกกลัวจิ้งจกไปโดยปริยาย

มันชอบตกมาที่มือฉันตอนนั่งทำการบ้าน

ชอบมาตายในห้องนอน

ที่ฉันไม่เคยเข้าไปนอน

แต่แม่ต้องมาเก็บซากจิ้งจกให้ทุกวัน

ฉันขยาด มันมากมาย

บางทีมันชอบวิ่งเข้ามาหาฉัน เหมือนกับว่า

มันเป็นหมา

ซึ่งมันไม่ใช่ ฉันไล่ แต่มันไม่ไป

กระทั่งเวลาฉันอาบน้ำ

มันก็ชอบมาแอบดู

ทั้งที่ฉันพยายามไล่มัน แต่มันก็ชอบจ้อง

ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงของมันนะ

55555+

ตลกดี

แต่ว่า ฉันเห็นมันได้นะ

มองมันได้

แต่แค่อย่าวิ่งเข้ามาหา หรือตกใส่เป็นพอ

มันเลยกลายเป็นทำให้ฉันกลัวสิ่งที่ตายแล้ว

ไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้า

แต่เป็นสิ่งมีชีวิต ที่เป็นสัตว์

ถ้าหากฉันเห็นสัตว์ตาย

ฉันจะกลัวมันทันที

ขนาดโฆษณาจิ้งจก

ฉันยังกลัวที่จะดูเลย

เหอะๆๆๆ

ตลกจัง

ตลกตัวเอง

ไร้กรอบ...น่าอ่านมากๆ

posted on 23 Nov 2006 08:48 by bowjang2

ไร้กรอบ น่าอ่าน มั่กๆ


ไร้กรอบ
***เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหมครับ??
เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน
เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ

1.อยากดูแลพ่อแม่
2.ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3.อยากเที่ยว และ
4.ชอบกินอาหารอร่อย

เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน "เสาร์สวัสดี" ของ "กรุงเทพธุรกิจ " เมื่อประมาณ 1-2 เดือนก่อนมาก

คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า ความคิดก็กวนเหลือหลาย ตอนที่เขาเป็นอาจารย์ วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น
"ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา" เขาบอก

เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆ ว่ายน้ำไปด้วย คาดว่าคงไปเรียนเรื่อง "คลื่น"
ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ คลื่นที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากัน ระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ แรงเสียดทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน
แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้ แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก
"จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย" โหย...เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ เช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิด

ผลปรากฎว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้งสมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ ดร.วรภัทรออกข้อสอบด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเองเป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก
"ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะปรับให้"
เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ไม่รู้จักคิดเอง
"ถ้ารอและตั้งรับ คุณก็เป็นพวกอีแร้ง แต่พวกคุณแย่กว่าเพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้"
โหย...เจ็บ ผมเชื่อมานานแล้วว่าชีวิตของคนเราเป็นข้อสอบอัตนัยที่ต้องตั้งโจทย์เองและตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบเป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง ถ้าใครที่คุ้นกับ "ชีวิตปรนัย" ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก
1-2-3-4 คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาติดกับ "กรอบ"ที่คนอื่นสร้างให้
ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิดและตั้งคำถามเอง

เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่าเพราะมี "คำถาม" จึงมี "คำตอบ"
เมื่อมี "คำตอบ" เราจึงเลือกเดิน พูดถึงเรื่องการตั้งคำถามผมนึกถึง"โสเครติส" เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ สร้างองค์ความรู้จาก "คำถาม"
กลยุทธ์ของ "โสเครติส" ในการสอนคือไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของ นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้

"โสเครติส" เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน "ความไม่รู้" ของตนเองเขาจะเริ่มต้นแสวงหา "ความรู้ "
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี "ความรู้" เขาก็จะไม่แสวงหา "ความรู้ "
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมายโจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท "น้ำ" ให้หมดจากแก้ว เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้ว จึงเริ่มให้เขาเท "น้ำ" ใหม่ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
"น้ำ" ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก "คำตอบ"ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง
"คำตอบ" จาก "คำถาม" ของ "โสเครติส"
"โสเครติส" นิยามศัพท์คำว่า "คนฉลาด" และ "คนโง่" ได้อย่างน่าสนใจ
"คนฉลาด" ในมุมมองของ "โสเครติส" นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง
แต่ "คนฉลาด" คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้
ส่วน "คนโง่" นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้

***ไม่น่าเชื่อว่าก่อนหน้านี้ผมยังมีความภาคภูมิใจใน "ความรู้" ของตนเอง แต่พออ่านถึงบรรทัดนี้ ทำไมผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย***



edit @ 2006/11/23 08:51:11

อ่านแล้วโดน

posted on 21 Nov 2006 14:38 by bowjang2

การคบคนก็เหมือนกับไส้อั่ว

ดูจากภายนอกจะไม่ค่อยน่ากิน. ....... . . . .แต่เมื่อได้ชิม. . . . .......

ก็จะรู้ ว่า. . . . .รสชาติ ไม่ได้เหมือนกับ ที่คุณเห็น

จิตใจของคุณก็เหมือนกับไข่ 1 ฟอง

ที่ดูภายนอกแล้วแข็งแกร่ง. ....... . . . แต่เมื่อคุณลองกระเทาะ

เปลือกออกมา ก็จะเห็นว่าคนๆนั้นๆ. ....... . . . .

ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าคุณเลย

ร่างกายของคนๆหนึ่งก็เหมือนกับน้ำแข็ง

ที่สักวันหนึ่ง. . . . .......มันก็ต้องละลายไป. . . .

นิสัยของคนก็เหมือนกับข้าว

ถ้าคุณไม่หุง. . . . . . ย่อมกินไม่ได้

ความรักที่อกหักก็เหมือนกับต้มยำ. ....... . .ที่มีทุกรส

ยกเว้น. . . . ความหวาน

ความรัก. ....... . . . ก็เหมือนกับไข่เจียว

ที่คุณกินได้ทุกวัน. . . . . . แต่ก็ยังไม่เบื่อ

ชีวิตวัยรุ่นก็เหมือนกับ. ....... . . Pepsi

ที่อึกแรกมักจะซ่า. ....... . . แต่เปิดทิ้งไว้นานๆเข้า

ก็หายซ่าไปเอง. . . . .......เหอๆๆๆ

ชีวิตวัยรุ่นก็เหมือนกับสัตว์หลายๆชนิดในสวนสัตว์

ที่ต้องการออกไปสู่โลกกว้าง. . . . .

ถ้าคุณกำลังอกหักแล้วยังมองหารักใหม่...โดยที่จะเอามารักษาแผลเดิม

ก็จะเหมือนกับตอนที่คุณท้องเสีย. . . . .......แต่ดันกินส้มตำ


แฟนก็เหมือนกับเพลงใหม่เพลงหนึ่ง.......

ที่คุณมักบอกกับตัวเองว่ามันเพราะ.........

แต่เมื่อฟังไปสักร้อยรอบ.........คุณก็จะเบื่อไปเอง

ต่างกับเพื่อนสาว......

ซึ่งเหมือนกับเพลงคลาสสิก. . . . . . .ที่นานๆคุณเปิดที


แต่ก็ยังเพราะ. . . . . ไม่ต่างจากครั้งแรกที่คุณฟัง

คนๆหนึ่งที่คุณเคยชอบ.....แต่เขาไปชอบคนอื่น..

แต่คุณก็ยังจำทุกอย่างเกี่ยวกับเขาได้ ก็เหมือนกับ

เพลงของค่าย RS GRAMMY ที่คุณบอก

ว่าเกลียด แต่คุณก็ยังร้องเพลงนั้นได้จนจบ

ลองสังเกตไหมว่าถ้ามีรูปถ่ายหมู่ใบหนึ่ง......

คนที่คุณมองหาคนแรก. ....... . .คือคนที่คุณชอบอยู่

เบอร์โทรศัพท์.......

ที่ถึงจะเป็นเพื่อนสนิทคุณ. ....... . . . . . คุณก็จำไม่ได้

แต่ถ้าเป็นเบอร์ของคนที่หลงใหลล่ะก็...

คุณจะจำได้ทุกตัว. . .......แม้ว่ามันจะไม่ซ้ำกันเลย

เพลง......ที่คุณชอบมากที่สุดตอนที่คุณมีแฟน.....

อาจจะกลายเป็นเพลงที่คุณเกลียดที่สุด. ....... . . . . เมื่อเขาจากไป

Mail 100 Mail.

ที่เพื่อนคุณส่งให้. ....... . . ก็ไม่อาจเทียบได้กับ คนรักคุณ......

ที่ตอบมาแค่ว่า ขอบคุณนะ

ก็เหมือนกับวันๆหนึ่งที่คุณคุยกับเพื่อนเป็นร้อยประโยคแต่ก็จำไม่ได้

แต่เมื่อคุณได้คุยกับคนที่คุณแอบชอบ. . . .

แม้ประโยคเดียว. . . คุณก็จำได้. . . .

จนกว่าเขาจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน . . . . .

ราคาเต็มของความรัก

posted on 17 Nov 2006 12:01 by bowjang2

ราคาเต็มของความรัก

เจ้าเด็กชายตัวน้อยของเราเดินเข้าไปหาคุณแม่ในครัว

หลังจากเช็ดมือ กับผ้ากันเปื้อนแล้วเธอก็ก้มลงอ่าน กระดาษที่ลูกชายยื่นให้

- ค่าตัดหญ้า 5.00 บาท

- ค่าทำความสะอาดห้องผมอาทิตย์นี้ 1.00 บาท

- ค่าซื้อของของให้แม่ 2.50 บาท

- ค่าดูแลน้องชาย 2.50 บาท

- ค่าเอาขยะไปทิ้ง 1.00 บาท

- ค่าได้คะแนนดี 5.00 บาท

- ค่ากวาดสนาม 2.00 บาท

รวมค้างชำระ 19.00 บาท

เมื่อคุณแม่อ่านเสร็จแล้วก็หยิบปากกาขึ้นมา

พลิกกระดาษไปด้านหลังแล้วเขียนว่า

- เก้าเดือนที่แม่อุ้มท้อง.ไม่คิดเงิน

- เวลาที่แม่พยาบาลลูก และสวดมนต์ให้ลูกไม่คิดเงิน

- ค่าที่ลูกทำให้แม่ต้องเสียน้ำตา..

- ไม่คิดเงิน ของเล่น อาหาร เสื้อผ้าพาเที่ยว...ไม่คิดเงิน

แม้แต่เช็ดน้ำมูกให้..ไม่คิดเงินหรอกจ้ะลูก

เมื่อรวมทั้งหมดเป็นราคาเต็มของความรักไม่คิดเงินเหมือนกัน

เมื่อเด็กชายได้อ่านสิ่งที่คุณแม่เขียนไว้ น้ำตาหยดโตก็ไหลออกมา

เขาสบตากับแม่แล้วจึงพูดว่า " แม่ครับผมรักแม่จริงๆ นะครับ"

แล้วเขาก็เอาปากกาเขียนหนังสือตัวโตว่า....

จ่ายหมดแล้ว... แม่จ่ายหมด แล้ว แต่ลูกยังทอนให้ไม่หมด :-) :-) :-)


edit @ 2006/11/17 12:35:09

คุณค่าของเวลา

posted on 17 Nov 2006 11:56 by bowjang2

คุณค่าของเวลา

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 10 ปีมีค่าขนาดไหน ถามคู่แต่งงานที่เพิ่งหย่าร้างกัน

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 4 ปีมีค่าขนาดไหน ถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญา

จากมหาวิทยาลัย

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ปีมีค่าขนาดไหน ถามนักเรียนที่สอบไล่ตก

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 9 เดือนมีค่าขนาดไหน ถามแม่ที่เพิ่งคลอดลูก

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 เดือนมีค่าขนาดไหน ถามมารดาที่คลอดบุตรยังไม่ครบกำหนด

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 อาทิตย์มีค่าขนาดไหน ถามบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ชั่วโมงมีค่าขนาดไหน ถามคนรักที่รอพบกัน

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 นาฑีมีค่าขนาดไหน ถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทาง

หรือเครื่องบิน

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 วินาทีมีค่าขนาดไหน ถามคนที่รอดตายจากอุบัติเหตุ

อย่างหวุดหวิด

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลาเสี้ยวหนึ่งของวินาฑีมีค่าขนาดไหน ถามนักกีฬาโอลิมปิค

ที่ชนะเหรียญเงิน

ถ้าท่านอยากรู้ว่ามิตรภาพมีค่าขนาดไหน เสียเพื่อนสักคนหนึ่ง

เวลาไม่เคยรอใคร เมื่อมันผ่านไปแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก จงใช้เวลาของท่าน

ทุกขณะอย่างดีที่สุด

ท่านจะรู้คุณค่าของเวลาเมื่อท่านแบ่งปันกับคนที่พิเศษสุดในชีวิตของท่าน


edit @ 2006/11/17 12:34:52

มีที่ว่างอยู่เสมอ

posted on 15 Nov 2006 16:50 by bowjang2

มีที่ว่างเสมอ

อาจารย์วิชาปรัชญา เข้าห้องเรียนพร้อมด้วยอุปกรณ์ในถุงหิ้วใบใหญ่ เขาเอาเหยือกแก้วออกมาจากถุงวางลงไปบนโต๊ะ เอาลูกเทนนิสใส่ลงใปจนเต็มเหยือก แล้วถามนักศึกษาว่า เหยือกนี้เต็มหรือยังครับ "เต็มแล้วครับ" นักศึกษาหลายคนส่งเสียงตอบ คราวนี้อาจารย์หยิบเอากระป๋องใส่ก้อนกรวดขึ้นมา แล้วเทลงไปในเหยือกแก้ว เขาเขย่าเหยือกเบาๆ ก้อนกรวดไหลเลื่อนลงไปอยู่ในช่องว่างระหว่างลูกเทนนิส "เหยือกเต็มหรือยัง" อาจารย์ถามอีก "เต็มแล้ว" นักศึกษาตอบ อาจารย์ควักถุงทรายขึ้นมา แล้วเททรายลงไปในเหยือก ทรายไหลลงไปในช่องว่างอย่างง่ายดาย "เต็มหรือยัง"อาจารย์ถามใหม่ "คราวนี้เต็มแน่" นักศึกษาตอบ อาจารย์หยิบเอาเบียร์สองกระป๋องออกมาจากถุง เปิดฝาแล้วเทลงในเหยือกทันที เบียร์ซึมผ่านกรวดทรายจนหมดสองกระป๋อง นักศึกษาทั้งห้องส่งเสียงหัวเราะกันครืนใหญ่

อาจารย์พูดขึ้นว่า "เอาล่ะ ผมอยากให้คุณจำไว้ว่า เหยือกนี่ก็เหมือนกับคนเรา ลูกเทนนิสคือ สิ่งสำคัญในชีวิต เช่นครอบครัว คู่ชีวิต สุขภาพ ลูกๆเพื่อนฝูง และสิ่งที่คุณสนใจจริงๆ" อาจารย์กวาดสายตามองลูกศิษย์ทั่วห้อง แล้วพูดต่อ "ถ้าคุณต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป แต่คุณยังมีสิ่งเหล่านี้เหลืออยู่ ชีวิตคุณก็ยังเต็มเปี่ยมมีความหมาย" เม็ดกรวดคือ สิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์ ทรายคือ สิ่งอื่นๆที่หลงเหลือ คือ เรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่เราต้องทำและมักหมกมุ่น ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน คุณจะไม่มีพื้นที่เหลือให้ใส่กรวดและลูกเทนนิส
ชีวิตคุณก็เหมือนกัน ถ้าคุณใช้เวลาและพลังหมดไปกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ มัวแต่คิดว่าทำไมคนอื่นเขาโชคดีกว่าเรา เช่น นั่งดูหนังที่เสียเวลาเปล่า หรือมัวแต่ดูรายการทีวีน้ำเน่า อ่านอีเมลขยะ คุณก็จะไม่มีพื้นที่ให้แก่เรื่องที่สำคัญสำหรับคุณ
คุณต้องมุ่งความสนใจไปกับสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข เช่น การออกกำลังกาย การเล่นกับลูก พาคู่ชีวิตไปทำกิจกรรมร่วมกัน อย่าลืมว่าชีวิตและครอบครัวเป็นสิ่งที่มีค่าและสำคัญของคนเรา
คุณยังมีเวลาอีกมากที่จะเอาผ้าไปซัก จัดเฟอนิเจอร์ใหม่ จัดงานเลี้ยงวันเกิด หรืออะไรอื่นๆ
ดูแลเรื่องที่สำคัญจริงๆ ตามลำดับความสำคัญให้ดี เรื่องอื่นๆมันก็แค่เม็ดทราย"
นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นแล้วถามว่า "แล้วเบียร์หมายถึงอะไรครับ" อาจารย์ยิ้มหน่อยๆแล้วถามว่า "ผมดีใจที่คุณถาม ผมอยากให้คุณเห็นว่า ไม่ว่าชีวิตของคุณจะเต็มเปี่ยมแค่ไหนก็ตาม คุณก็ยังมีที่ว่างสำหรับเบียร์เสมอ"
กรณีศึกษาเรื่องนี้มีค่าควรคิดว่า เวลาของคนเรา อย่างมากอยู่ได้ไม่เกิน 100 ปี คนเราเอาเวลาให้กับอะไรมากเกินไปในหลายๆกิจกรรมที่ควรจัดเวลากันได้ใหม่
ใช้เวลาตีกอล์ฟสัปดาห์ละ 4 ครั้ง วันละ 6 ชั่วโมง
ใช้เวลาดูหนังทางวีซีดีหรือโทรทัศน์วันละ 4 ชั่วโมง
แทนที่จะกินข้าวกลางวันให้เสร็จและกลับมาทำงานภายในขั่วโมงเดียว กลับต้องลากยาวอาหารกลางวันเป็นวันละ 2 ชั่วโมง
บางทีก็นั่งเหม่อลอยไปกับจินตนาการอันว่างเปล่าเป็นเวลานานๆ ดื่มสุราเฮฮากันตลอดคืนก็มีให้เห็น
ลำดับความสำคัญของคน ที่ตัดสินใจว่า ควรให้น้ำหนักกับอะไรในแต่ละช่วงเวลา สามารถวัดคุณค่าของคนคนนั้นได้

edit @ 2006/11/17 12:29:08

ปู่ดื้อ

posted on 15 Nov 2006 10:48 by bowjang2

เรื่องมีอยู่ว่า

วันหนึ่งเด็กๆอยากวัดทุ่งนาฟ้ากว้าง ว่ากว้างแค่ไหน

ปู่ได้ยินจึงเดินออกไป ว่ากูนี่แหละรู้ฟ้ารู้ดิน

มาสิ กูจะวัดให้ดู

ชาวบ้านได้ยิน ไม่ให้เด็กๆเชื่อปู่ หาว่าปู่บ้า

ปู่ได้ยินจึงบอกว่า พรุ่งนี้กูจะออกเดินทางวัดความกว้างของทุ่งนา

ปู่ออกเดินทาง หยิบฟางก้าวละใบ

ปู่เดินออกไป ออกไป ฟางละเส้น ละเส้น

ปู่เดินกลับมาพร้อมความรู้ของปู่

ปู่บอกนี่ไง ความรู้ข้า ใครอยากรู้ว่าทุ่งนากว้างแค่ไหน

เอ้า...นับ เอ้า...นับ

ชาวบ้านไม่เชื่อหาว่าปู่บ้า

ปู่ออกเดินทางอีกครั้งวัดความยาวของทุ่งนา ว่ายาวแค่ไหน

ปู่เดินออกไป ก้าวละเส้น ละเส้น

ปู่เจอไฟไหม้ฟาง โหมแรงลุกโชน

ปู่ฝ่าฟัน ไม่ให้ฟางไหม้สักใบ

ปู่กลับมาพร้อมความรู้ของปู่

นี่ไงความรู้ข้า ใครอยากรู้ว่าทุ่งนากว้างยาวแค่ไหน

เอ้า...นับ เอ้า...นับ

ชาวบ้านแปลกใจ จึงท้าปู่

หากปู่รู้ฟ้ารู้ดินได้

งั้นปู่คงรู้ว่าฝนตกลงมากี่หยด

ปู่บอกไม่มีอะไรที่ข้าไม่รู้

ปู่เฝ้านับ เฝ้านับ เม็ดฝน

จากเข่าถึงเอว จากเอวถึงคอ ปู่เฝ้านับเฝ้านับ

เช้ามาฝนยอมแพ้ปู่ ฟ้าใส

ปู่วัดตารางหนึ่งก้าว ปู่ขุดบ่อหนึ่งตารางก้าว เอาน้ำฝนที่ปู่นับใส่ลงไป

นี่ไงความรู้ข้า ใครอยากรู้ เอ้า...นับ เอ้า...นับ

ปู่ขุดบ่อก่อฟาง ข้าจะเอาความรู้ข้าไปไว้ไหนดี

ปู่กลัวความรู้หาย

ปู่จึงล้อมคอก เอาควายมากินน้ำและฟางของปู่

เอ้า...กินเข้าไปความรู้ข้า กินให้หมด

เมื่อควายกินอิ่ม มันก็ออกเผละๆๆ ๆๆ

อย่า อย่าทิ้งความรู้ข้า

ปู่กลัวความรู้หนี ปู่จึงเก็บกองขี้เอาใส่เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้

ความรู้จะอยู่กับข้าไม่ไปไหน

เมื่อไม่มีน้ำไม่มีฟาง

ควายก็หนีออกจากคอก

อย่า อย่าไป ความรู้ข้า

ปู่จึงออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้ปู่จะวัดฟ้ากว้างว่ากว้างแค่ไหน

เด็กๆร้อง ปู่อย่าไป ปู่อย่าไป

ปู่ออกเดินทาง จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ทุกคนก็ไม่มีใครเห็นปู่

จากวันนั้นจนถึงวันนี้

ต้นไม้ออกดอกผลใบ เป็นกิ่งก้านใหญ่ให้ร่มเงา เด็กๆโหนเล่นสนุกสนาน

ชาวบ้านรู้แล้ว นี่ไงความรู้ของปู่ ปู่ไม่ได้บ้า ไม่ได้บ้า

ทุกคนช่วยกันขุดบ่อก่อฟาง ทำตามความคิดของปู่

ทุกวันนี้เด็กๆเติบโตขึ้น ความเป็นอยู่ดีขึ้น

ทุกอย่างอุดมสมบูรณ์เพราะความรู้ของปู่

เมื่อเราเติบโตขึ้น ที่ไหนมีกองฟาง นั่นไงปู่

ที่ใดมีบ่อน้ำ นั่นไงปู่

ปู่คงสร้างเอาไว้ ให้ลูกหลาน ให้ทุกคนได้รับรู้ว่า นี่ไงความรู้ข้า

ไม่มีวันตาย

ถึงแม้ว่าปู่จะไม่กลับมา แต่ความรู้ของปู่ จะอยู่กับเราทุกคนตลอดไป ชั่วกาล.


edit @ 2006/11/17 12:28:16